Day 1827: แด่ตัวเองเมื่อ 5 ปีที่แล้ว

"อ้าว นึกว่าเจ้าของบล็อกตายไปแล้วนะครับเนี่ย?"
"บล็อกไดอารี่ที่ไหนเขาเขียนจาก Day 894 แล้วสคิปไป Day 1827 กันวะ?"
"น้องเขียนบล็อกที่แล้วเสร็จแล้วน้องตายเลยหรือเปล่าคะ?"

สำหรับคนที่เคยอ่าน Frozenize's Diary ตั้งแต่สมัยที่ยังอยู่ใน Blogger (frozenization.blogspot.com) นู่นเลยล่ะก็ น่าจะมีคำถามประมาณนี้ ซึ่งไอซ์ก็ขอยอมรับโดยดุษณี และสำหรับใครที่จะมาแซวกันเรื่องนี้ก็บอกดักไว้ก่อนเลยว่า ช้าก่อนอานนท์ สุดท้ายแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือปัจจุบันมิใช่ฤๅ เรื่องการดองบล็อกในอดีตก็ปล่อยให้มันเป็นอดีตไปเสียเถิด เนอะๆ *เลิ่กลั่ก*

แต่พูดกันตามตรงแล้ว ในบล็อกที่แล้วก็บอกไปแล้วว่าไม่ได้สัญญาอะไรแล้วนี่ จะร้อนตัวหรือรู้สึกผิดทำไมก็ไม่รู้ เออ แฮะ ไม่รู้สึกผิดแล้วละกัน เย้ //ได้เหรอวะ

จริงๆ ยังมีเรื่องที่ก็ควรจะตอบคำถามเยอะเหมือนกัน ทั้งอัพเดทชีวิตในช่วง 933 วันที่หายไปว่าตอนนี้ชีวิตไปถึงไหนแล้ว ไหนจะเรื่องเว็บใหม่นี่อีก เพราะเราเองก็ไม่เคยบอกด้วยซ้ำไปว่าย้ายมาเว็บไซต์ใหม่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ทั้งหมดนี้ก็ช่างมันก่อนแล้วกัน เพราะประเด็นสำคัญของบล็อกนี้คือ "ทำไมอยู่ดีๆ ถึงกลับมาเขียนบล็อกนี้ใหม่อีกรอบ" มากกว่า อยู่ดีๆ ไอซ์จะอยากหยิบบล็อกร้างมากวาดหยากไย่ปัดฝุ่นแบบนี้ มันต้องมีเหตุผลแน่ๆ ดูออก

เรื่องของเรื่องก็คือ วันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของผมครับ

วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เวลา 10 โมงกว่าๆ โดยประมาณ เป็นวันที่เท้าของผมได้สัมผัสพื้นของดินแดนกังหัน ชีสเคาด้า ปลาแฮริ่งดิบ ทิวลิปหลากสี กัญชาดี กะหรี่ดัง อย่างเนเธอร์แลนด์แห่งนี้เป็นครั้งแรก (ซึ่งประสบการณ์ ณ วันนั้นเป็นอย่างไร ก็ลองไปอ่านบล็อกของวันนั้นดูได้นะครับ #shamelesspromotion)

ครับ เผลอแป๊บเดียว ไอ้วันที่ว่านั่นมันผ่านมาครึ่งทศวรรษแล้วครับ... 5 ปีมาแล้ว... 60 เดือนมาแล้ว... 261 สัปดาห์มาแล้ว... 1827 วันมาแล้ว... 43,848 ชั่วโม--- //พอ

ซึ่งถึงแม้ว่าผมเองจะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในเนเธอร์แลนด์ทุกวันตั้งแต่นั้น มีแวะกลับไทยบ้าง โฉบไปเที่ยวประเทศรอบๆ บ้าง แต่ในวาระดิถีที่วันเปิดซิงวันแรกของการใช้ชีวิตในเนเธอร์แลนด์ได้เวียนมาแตะ Milestone แบบนี้ ผมก็คิดว่ามันเป็นโอกาสที่ดีที่จะมองย้อนกลับไปว่า นอกจากชื่อนายกรัฐมนตรีของไทยที่ยังเหมือนเดิม (unfortunately) เมื่อเอานายไอซ์ที่กำลังพิมพ์บล็อกนี่อยู่ ยกกลับไปเทียบกับนายไอซ์ในสนามบิน Schiphol เมื่อ 5 ปีที่แล้วนั้น มันมีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง? ตัวเรา ณ ปัจจุบันนั้นถือเป็นอนาคตที่น่าภูมิใจของตัวเราเมื่อ 5 ปีก่อนมั้ย? และถ้าย้อนเวลากลับไปเจอนายไอซ์วัย 17 คนนั้นได้ จะบอกอะไรกับมันบ้าง?

เริ่มจากข้อแรกเลยแล้วกัน

ในสายตาของผมเอง ณ ปัจจุบัน ผมมองว่าโดยคร่าวๆ แล้ว นายศิริวัฒน์วัย 17 คนนั้นเป็นคนที่กำลังตื่นเต้นกับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ไฟแรง กระตือรือร้น (ซึ่งก็น่าจะเห็นได้จากความฟิตในการเขียนบล็อกรายวันของมัน ทุกวันนี้ยังนึกไม่ออกเลยว่าตอนนั้นดีดขนาดนั้นได้ยังไง) ร่าเริงสดใส พยายามจะเป็นมิตรกับทุกสิ่งมีชีวิตบนโลก ดูเป็นคนที่มองอนาคตตัวเองในแง่บวก และน่าจะกำลังวาดฝันวิมานสวยหรูตามประสาคนที่กำลังจะได้ใช้ชีวิตในต่างประเทศเป็นครั้งแรก เพราะถึงมันอาจจะเลือนลางไปพอสมควร แต่ผมยังจำความรู้สึก ณ วันนั้นได้อยู่ว่า โควทของพี่โก้จากวันปฐมนิเทศ "แค่เห็นหญ้ายังน่าตื่นเต้นเลย" มันไม่ผิดเพี้ยนไปจากที่พี่เขาว่าจริงๆ

ตัดภาพกลับมาที่นายไอซ์วัย 22 คนนี้ล่ะ มีอะไรยังหลงเหลือจากวันนั้นบ้างมั้ยนะ?

แน่นอนล่ะว่า พอใช้ชีวิตอยู่ที่ไหนสักที่เป็นเวลานาน ไอ้ความตื่นเต้นกับสิ่งรอบตัวก็คงแทบจะไม่เหลือแล้วเป็นธรรมดา จะให้กระดี๊กระด๊ากับความไฮเทคของการคมนาคมหรือระบบการช็อปปิ้งแบบ self-service ที่เราก็ขลุกกับมันมา 4-5 ปีแล้ว มันก็กระไรอยู่ แต่ในด้านอื่นๆ ล่ะ?

พอมานั่งคิดดูดีๆ เราเองก็เปลี่ยนไปไม่น้อยเหมือนกันแฮะ...

ในส่วนของความไฟแรงและความกระตือรืนร้นที่เคยมี ถ้าพูดกันตามตรงแล้ว ผมว่าผมยังเป็นคนแบบนั้นอยู่นะ แค่จากที่เคยกระตือรือร้นกับทุกอย่างในชีวิต ตอนนี้ก็กลายมาเป็นการกระตือรือร้นกับสิ่งที่เป็น passion ของตัวเองเฉยๆ (ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นไม่ใช่การเรียน เพราะอันนั้นน่าจะหมด passion ไปสักพักแล้ว 5555 //ไหว้ย่อใส่พี่ๆ ก.พ.)

เพราะตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ผมก็มองว่าผมทุ่มเทกับสิ่งที่ตัวเองมี passion ณ ขณะนั้นอยู่พอสมควร ทั้งงานสมาคมนักเรียนไทยก็ดี งานสมาคมคณะก็ดี หรือถ้าในปัจจุบันก็คงเป็นในเรื่องของพอดแคสต์ (ซึ่งผมจะไม่บอกหรอกว่ามันคือ Frozenize Podcast ที่ทำขำๆ คนเดียว และ สลัดผัก: Salad Bowl Variety ที่ทำกับเพื่อนๆ อยู่ในเครือ GetTalks และผมก็จะไม่บอกด้วยว่าสามารถฟังเทปรายการต่างๆ เหล่านี้ได้บนเว็บไซต์นี้ได้เช่นกัน เพียงแค่กดตามลิงก์ที่แปะไว้ ไม่บอกเลย ไม่บอกจริงๆ นะ)

ฉะนั้น จริงๆ ถ้าจะบอกว่าการไม่อัพเดทบล็อกของผมในช่วงที่ผ่านมานั้นเกิดจากความขี้เกียจก็คงไม่ใช่ ผมแค่ "ย้ายความกระตือรือร้นของผมไปไว้กับสิ่งที่มี passion มากกว่า" แค่นั้นเอง...

...เอ่อ จริงๆ ก็ขี้เกียจด้วยแหละ 5555

ส่วนต่อมาคือในเรื่องของความร่าเริงสดใส และการมองโลกในแง่บวก ที่มันหายไปแบบชนิดที่ไม่ต้องใช้ถุงมือธานอส และทีมอเวนเจอร์สกี่ทีมก็ไม่น่าจะเรียกกลับมาได้ในเร็วๆ นี้ แต่จริงๆ แล้วสองอย่างนี้มันก็ดูจะลิงก์กันแหละเนอะ แหงล่ะ ถ้ามองโลกในแง่บวกไม่ได้ จะเอาพลังที่ไหนมาร่าเริงสดใส จริงมั้ย?

ซึ่งอันนี้มันก็น่าจะมีหลายปัจจัย แต่ส่วนหลักๆ ผมว่าต้องยกความดีความชอบ(?)ให้กับเศรษฐศาสตร์สุดที่รักของผมนั่นแหละ

บางทีผมอาจจะคิดไปเอง แต่ผมรู้สึกว่า ไอ้การที่เราพยายามทำความเข้าใจและปรับเอาแนวคิดแบบเศรษฐศาสตร์มาใช้กับชีวิตนี่ มันทำให้เราเป็นคนที่มองโลกเป็น worst case scenario ตลอดเวลา ซึ่งพอคิดในแง่ worst case ตลอดเวลาก็ดูจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะมันทำให้เรารู้จักวางแผนรับมือสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่นั่นมันก็แลกมาด้วยค่าใช้จ่ายในรูปของการสูญเสียพลังงานทั้งในด้านร่างกายที่ต้องมาใช้เวลาแพลนรับมือ และในด้านจิตใจที่ต้องมาแบกรับกับความรู้สึกว่าปัญหาทุกอย่างมันทับเราอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าเลือกได้ก็ไม่ได้อยากจะเป็นแบบนี้หรอก แต่มันทำเป็นประจำจนชินไปแล้ว และในเมื่อมันแก้ไม่ได้ก็ต้องอยู่กับมันให้ได้แหละ

อีกเรื่องที่เปลี่ยนไปแบบสิ้นเชิง เปลี่ยนไปเหมือนจากหน้ามือตัวเองเป็นหลังตีนเพื่อนบ้าน คือเรื่องการแคร์คนอื่นฮะ

ด้วยความที่เป็น attention seeker ที่ต้องการความสนใจจากคนรอบตัวอยู่ตลอดเวลา จึงหล่อหลอมให้ผมเป็นคนขี้เหงามากๆ ตั้งแต่เด็ก และพอผมให้ค่าความสุขของ "การไม่เหงา" สูง ก็เลยทำให้นายไอซ์วัย 17 เลือกที่จะ tackle ปัญหานี้ด้วยการพยายามดันตัวเองเข้าไปในสังคม พยายามจะ socialize เพื่อให้เรามีเพื่อน แต่พอเวลาผ่านไปนานๆ เราก็เริ่มรู้สึกตัว...

"ทำไมการพยายามจะเข้าสังคมมันถึงเหนื่อยขนาดนี้วะ?" ผมตั้งคำถามกับตัวเอง

เพราะมันเหนื่อยจริงๆ นะ จะด้วยความที่นิสัยถาวร (หรือสันดานนั่นแหละ) ของผมมันค่อนข้างจะเป็นที่รังเกียจของสังคม หรือปัจจัยอะไรก็แล้วแต่ แต่ทุกครั้งที่ผมพยายามจะเข้าสังคม มันดู awkward ไปหมด และผมไม่ค่อยมีความสุขเลย

แล้วพอมันถึงจุดหนึ่งที่ฝืนธรรมชาติไม่ไหว ผมก็ล้มเลิกความพยายามเหล่านี้ไปเอง กลายเป็นคนที่ไม่ค่อยจะอยากออกจากห้องอันเป็นเซฟโซนของตัวเอง ออกไปพบปะผู้คนเฉพาะเท่าที่จำเป็น พยายามเรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างมีความสุขด้วยตัวคนเดียว ซึ่งก็เป็นไปได้ด้วยดี (มั้ง) ซึ่งจริงๆ "การไม่เหงา" มันก็ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว เพราะตอนนี้ก็ยังเหงาอยู่ แต่กูไม่พยายามแล้ว กูเหนื่อย 5555

จะบอกว่าเพราะผมเป็น Introvert ก็ได้มั้ง ทำอีแบบทดสอบ Myers & Briggs' test (หรือ 16 Personalities test ที่ชาวทวิตเตอร์ชอบแปะในไบโอกันนั่นแหละ) กี่ทีๆ ตัวหน้าก็เป็น I (= Introverted) ตลอด (อ้อ ปัจจุบันผมเป็น INTP นะ ไม่เชื่อเข้าไปดูเลย) แล้วพอไปบอกเพื่อนแต่ละที เพื่อนก็จะตั้งคำถามว่าแบบมึงเนี่ยนะ Introverted เพื่อนจะใช้คำว่า "You looked too extraverted to be an introvert" ซึ่งก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงว่าจริงๆ กูไม่ได้เอ็นจอย กูฝืนตัวเองอยู่ แค่บางครั้งมันมีความจำเป็นต้องทำตัว extraverted เพื่อให้ความคิดเห็นและเสียงของเรามันมีค่า (ซึ่งเรา value ตรงนั้นมากกว่า) เฉยๆ

เอาเถอะ self-evaluate มาซะยืดยาว สรุปสั้นๆ ก็คือเราในวัย 22 กับเราในวัย 17 นี่ นอกจากชื่อแล้วยังมีอะไรเหมือนเดิมบ้างวะ (อ้อ โสดเหมือนเดิม //ถุย)

มันเปลี่ยนไปเยอะจนเราไม่รู้ว่า ถ้าไอ้น้องไอซ์ ณ Schiphol เมื่อ 5 ปีก่อนคนนั้นมันรู้ว่าอีก 5 ปีมันจะกลายเป็นคนแบบนี้ มันจะรู้สึกโอเคไหมนะ? มันจะไม่ชิงฆ่าตัวตายไปก่อนใช่มั้ย? 5555

จริงๆ ไอ้การตั้งคำถามแบบนี้มันดูไม่เมคเซนส์ทางเศรษฐศาสตร์เอาซะเลย เพราะอะไรที่เกิดขึ้นแล้วมันเป็นต้นทุนจม มันเป็น sunk cost มึงแก้อะไรไม่ได้แล้วก็ไม่ควรไปเสียเวลาคิดถึงมัน แต่ในขณะเดียวกันมันก็ดูเป็นเครื่องมือในการประเมินตัวเองที่ดีนะว่า เราพาตัวเองมาใกล้กับสิ่งที่เราเมื่อ 5 ปีก่อนคาดหวังไว้อยู่ขนาดไหน

มันจะโอเคหรือเปล่า... ถ้ามันรู้ว่าตัวมันในอีก 5 ปีข้างหน้า มันจะยังต้องมานั่งรออาจารย์ให้เกรดธีสิสอยู่ ทั้งๆ ที่มันควรจะจบไปตั้งแต่ปีที่ 4 แล้ว?
มันจะโอเคหรือเปล่า... ถ้ามันรู้ว่าตัวมันในอีก 5 ปีข้างหน้า มันจะยังไม่ได้ achieve อะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง?
มันจะโอเคหรือเปล่า... ถ้ามันรู้ว่าตัวมันในอีก 5 ปีข้างหน้า ไฟในตัวมันที่เคยคิดจะเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นอย่างที่(ตัวมันเองคิดว่า)ควรจะเป็นน่ะ มันจะมอดไปนานแล้ว?
มันจะโอเคหรือเปล่า... ถ้ามันรู้ว่าตัวมันในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อนรอบๆ ตัวมันที่เคยมี ณ วันนั้น มันจะหายไปเยอะมาก ทั้งที่เขาทิ้งมันไป และที่มันทำหล่นหายไปเอง?
มันจะโอเคหรือเปล่า... ถ้ามันรู้ว่าตัวมันในอีก 5 ปีข้างหน้า มันไม่ได้มีความสำคัญต่อรุ่นน้อง ต่ออาจารย์ หรือใครๆ อย่างที่มันเคยเป็นอีกแล้ว?

ซึ่งคำตอบจากทุกข้อด้านบน ผมก็พอจะรู้อยู่แก่ใจ ด้วยความฝัน ด้วยความหวัง ด้วยอะไรหลายๆ อย่างที่นายไอซ์วัย 17 คนนั้นกำลังเป็น มันคงต้องตอบว่า "ไม่โอเค" อยู่แล้ว

ฉะนั้น มันจึงเป็นคำตอบของประเด็นสุดท้ายที่ว่า "ถ้าย้อนเวลากลับไปเจอนายไอซ์วัย 17 คนนั้นได้ จะบอกอะไรกับมันบ้าง?"

จริงๆ ก็อยากจะบอกมันหลายเรื่องนะ เช่น "เลิกโพสต์หรือใช้ภาษาในบล็อกที่มันดูเหมือนเด็กเห่อมอยจะได้มั้ย กูอาย" อะไรงี้ 5555

แต่ถ้าจะให้เลือกแค่เรื่องเดียวที่อยากจะบอกมัน...

...ประโยคนั้นก็คงเป็น "กูขอโทษ"

...ขอโทษที่ไปถึงฝันมึงไม่ได้

...ขอโทษที่กูเป็นอนาคตที่แย่กว่าที่มึงอยากให้เป็น

...และก็ได้แต่หวังว่า ตัวผมในอีก 5 ปีข้างหน้าจะไม่ต้องมาขอโทษผมในวันนี้เหมือนกัน

Tot ziens!

Frozenize

View posts by Frozenize
A random guy, doing random stuffs that he randomly feels passionate about.

Leave a Reply

Scroll to top