Day 1846: จุดสิ้นสุดของจุดเริ่มต้น

ขณะที่ผมกำลังเริ่มพิมพ์บล็อกอยู่นี้ เป็นเวลา 00.44 น. ของวันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน 2562 ตามเวลาโซน Central European Time และวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ผมจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในเนเธอร์แลนด์แล้วครับ

ซึ่ง ณ วินาทีที่บล็อกนี้ถูกอัพลงเว็บไซต์ให้ทุกคนได้อ่านกัน ผมก็น่าจะอยู่บนเครื่องบินเรียบร้อยแล้วด้วยเช่นกัน ว่าแล้วก็ เอ้า! เพลงมา! All my bags are packed, I'm ready to go~ (แต่จริงๆ ต่อให้ไม่ ready ก็ต้อง go อยู่ดีแหละนะ...)

ฉุกละหุกดีใช่มั้ยล่ะ? คือเรื่องมันเป็นอย่างงี้ครับ...

หลังจากผมโพสต์บล็อกฉลองการมาอยู่เนเธอร์แลนด์ครบรอบ 5 ปีของผมลงเว็บไซต์ไปได้ไม่กี่ชั่วโมง ผมก็ได้รับการแจ้งเตือนว่ามีอีเมลใหม่ในกล่องขาเข้า ซึ่งด้วยความที่ ณ ขณะนั้นผมกำลังรออีเมลตอบกลับจากหลายๆ ที่อยู่ ทำให้ผมก็รีบเข้าไปเช็กทันทีด้วยความตื่นเต้น ยิ่งเมื่อพบว่าผู้ที่ส่งอีเมลมานั้นคืออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของผมเอง ยิ่งทำให้ตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ แต่นั่นก็ยังไม่เท่ากับความตื่นเต้นหลังจากที่ได้เข้าไปอ่านเนื้อความด้านใน และใจความสำคัญของมันนั้นก็อยู่ตั้งแต่บรรทัดแรก ด้วยภาษาอังกฤษ 6 คำสั้นๆ ว่า... Your bachelor thesis has been graded.

ณ วินาทีนั้น ผมก็พูดกับตัวเองในใจว่า มันจบแล้วครับนาย... ไม่สิ น่าจะ "ผมจบแล้วครับนาย" มากกว่า 5555

ว่าแต่ใครจะไปคิดว่าอาจารย์จะเลือกฉลองวันครบรอบการมาเรียนที่นี่ครบ 5 ปีด้วยการให้ผมเรียนจบวันเดียวกันมันซะเลยแบบนี้ล่ะฮะ ซึ่งก็จะไม่บ่นหรอก ดีแล้วแหละ จำง่ายดี

หลังจากนั้นก็มีขั้นตอนต่างๆ มากมายทั้งตามระเบียบของการจบการศึกษาและตามระเบียบของนักเรียนทุน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเอกสารต่างๆ เอย การรับรองปริญญาบัตรเอย ไหนจะต้องจองตั๋วเครื่องบิน ส่งของกลับบ้าน และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งแต่ละอย่างล้วนใช้พลังงานเยอะทั้งกายและใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องดำเนินการต่างๆ ให้เสร็จทั้งหมดในช่วงเวลาอันสั้นแบบนี้ แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ด้วยดีและทำทุกอย่างได้ทันเวลาชนิดที่เรียกว่า Last minute จริงๆ (แหงล่ะ เมื่อ 3 วันก่อนผมยังต้องนั่งรถไฟข้ามประเทศไปรับรองเอกสารที่ Groningen อยู่เลย)

จนกระทั่งถึงวันนี้ที่จะต้องบินกลับอย่างเป็นทางการนี่แหละ ความตื่นเต้นมันก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความกังวล

ทิ้งไว้แค่นี้ก่อนละกัน เดี๋ยวมาพิมพ์ต่อตอนถึง Schiphol ส่วนตอนนี้ไปนอนก่อน เดี๋ยวตื่นไม่ทันไปสนามบินแล้วจะชิบหายกันพอดี

**********

ตอนนี้ 9.52 น. ผมอยู่ที่สนามบิน Schiphol หน้า Gate B13 อันเป็นประตูสู่เที่ยวบิน Amsterdam - Munich เพื่อที่จะเปลี่ยนเครื่องและมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ ต่อไป ในเมื่อยังมีเวลาอีกเล็กน้อยก่อนที่จะต้อง Boarding ตอน 10.30 น. ฉะนั้นก็แวะมาพิมพ์ต่ออีกสักหน่อยแล้วกัน

ว่าแต่เล่าถึงไหนแล้วนะ? อ้อ เรื่องความกังวล

ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ผมจะตั้งตารอนับถอยหลังที่จะเรียนจบและกลับไทย เป็นโมเมนต์ที่เฝ้ารอมากๆ ตั้งแต่ปีก่อน (จนไอ้นับถอยหลังที่ว่าก็กลายเป็นนับเดินหน้าขึ้นมาปีนึงเฉยเลย เพราะจบไม่ทัน 5555) แต่หลังจากการตะโกนในใจว่า "กูจบแล้วโว้ย" ในช่วงนาทีแรกที่รู้ว่าเกรดตัวสุดท้ายออกเสร็จแล้ว ความรู้สึกที่ตามหลังมามันไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีเท่าไหร่

มันคือความรู้สึกที่ตั้งคำถามกับตัวเองว่า "แล้วจากนี้จะเอาไงต่อวะ?" กับสถานะของตัวเองที่เปลี่ยนไป จาก "นักศึกษา" สู่ "บัณฑิตจบใหม่" พอคิดแบบนั้นก็รู้สึกเคว้งไปเลย 5555

จะบอกว่าผมรู้สึกว่ายังไม่พร้อมก็ได้ ยังไม่พร้อมที่จะเป็น "ผู้ใหญ่"

จริงอยู่ที่ว่าชีวิตในช่วงปริญญาตรีมันเปรียบเหมือน Tutorial สู่เกมซีรี่ส์ยาวที่เรียกว่า "การเป็นผู้ใหญ่" เพราะมันก็มีเรื่องราวให้ต้องรับผิดชอบมากมายในช่วงวัยเรียนของเรา (แค่โฟกัสให้ตัวเองทำวิทยานิพนธ์ให้เสร็จโดยไม่สติแตกตายไปก่อนได้นี่ก็น่าจะนับว่ามีความรับผิดชอบพอตัวแล้วแหละ 5555) แถมยิ่งคนที่ต้องมาเรียนต่างประเทศตัวคนเดียวตั้งแต่วัยที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมาตั้ง 5 ปี มันน่าจะเป็น Tutorial ที่เข้มข้นพอจะให้เราพร้อมจะใช้ชีวิตแบบที่คนโตแล้วเขาทำกันได้แบบไม่ยากเย็น (มั้ง?) แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ มันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

ด้วยความรับผิดชอบที่มากขึ้นในการจัดการชีวิตตัวเอง ที่จะเรียกว่าต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น ไหนจะหางาน ไหนจะหาหอ ไหนจะธนาคารเอกสารบัญชีต่างๆ ซึ่งคราวนี้ไม่ได้มีพี่จากสถานทูตฯ หรือ สำนักงาน ก.พ. มาคอยแนะนำ ช่วยเหลือ หรือจ้ำจี้จ้ำไชแล้ว หรือแม้แต่เป้าหมายก็ไม่ได้ชัดเจนเหมือนตอนเรียน เพราะอย่างน้อยเป้าหมายช่วยวัยเรียนของเรามันยังชัดเจนว่าคือ "การเรียนจบ" แต่กับการเป็นผู้ใหญ่มันไม่ใช่ เราต้องเริ่มเองคิดเองทั้งหมด

อีกเหตุผลที่มันทำให้ผมรู้สึกไม่พร้อม น่าจะด้วยความที่มันไม่มีจังหวะ Transition หลังเรียนจบเลย ไม่มีเวลาให้เฉลิมฉลอง ไม่ได้เข้างานรับปริญญา ไม่ได้มีเวลาให้ได้เอ็นจอยกับ Achievement ตัวเองที่อุตส่าห์อดทนกับมันมา 5 ปี รู้ตัวอีกที อ้าว กลายเป็นคนว่างงานไปแล้ว

ผมเคยลองคุยกับแม่เล่นๆ ว่า "แม่ หนูหาทุนเรียนต่อโท แล้วก็เรียนโท แล้วก็หาทุนเรียนเอก แล้วก็เรียนเอก พอจบเอกแล้วก็ตายๆ ไปเลยไม่ได้เหรอ" 55555555

จินตนาการเด็กเล็กวัยเตาะแตะที่ร้องไห้งอแงกับการไปโรงเรียนอนุบาลวันแรกสิครับ นั่นแหละ ความรู้สึกผมตอนนี้เลย

แต่ตอนนี้ถึงเวลาต้อง Boarding แล้ว ไว้มาต่อตอนถึงมิวนิคละกันเนอะ

อ้อ ไหนๆ จะต้องจากที่นี่ในอีกไม่กี่นาทีนี้แล้ว
ก็ขอบคุณสำหรับ Life Tutorial ตลอด 1846 วันที่ผ่านมาด้วยนะ เนเธอร์แลนด์ 🙂

**********

13.22 น. ขณะนี้ผมกำลังอยู่ที่สนามบินในเมืองมิวนิค ที่ผมว่าเราสามารถพูดได้ว่า เป็นเมืองที่มีความเกี่ยวข้องกับไทยเป็นอย่างมาก... เพราะในไทยมีแฟนบอลบาเยิร์น มิวนิคเยอะเหลือเกิน //ข้ามไป

เพื่อไม่ให้เสียเวลา บ่นต่อเลยแล้วกัน

ย้อนกลับไปที่ผมพูดว่า ชีวิตวัยเรียนเป็นเหมือน Tutorial ของเกมแห่งชีวิต ผมว่า Tutorial ครึ่งทศวรรษที่ผมได้ลองเล่นในเนเธอร์แลนด์ มันเป็นอะไรที่ประทับใจมากนะ กับหลายๆ อย่างที่มีโอกาสได้สัมผัสด้วยตัวเอง เรียกได้ว่าเป็น Tutorial ที่สนุกจนผมไม่ค่อยอยากจากข้ามไปเล่นด่านจริงเลยแหละ 5555

อีกอย่างที่กังวลก็คือ Tutorial ที่เราเล่นมันมาที่เนเธอร์แลนด์เนี่ย มันจะช่วยให้เราใช้ชีวิตที่ไทยได้ดีขึ้นจริงๆ เหรอ? มันจะใช้ด้วยกันได้จริงๆ มั้ย? หรือมันจะทำให้การใช้ชีวิตจริงๆ เรากลับแย่ลงไปอีก? ถ้าให้เทียบก็คงเหมือนคุณเล่น Tutorial ของมาริโอ้ แต่พอเข้าด่านแรกดันเสือกเป็นโปเกม่อนซะงั้น คือมันก็เกมจากนินเทนโด้เหมือนกันแหละ แต่แบบ เอาจริงดิ? 5555

เพราะก็ต้องยอมรับอย่างที่เคยเล่าไปในบล็อกที่แล้ว (หรือเปล่าหว่า?) ว่าพฤติกรรม นิสัย สันดานต่างๆ ของผมในปัจจุบันก็ถูกหล่อหลอมมาจากสภาพสังคมในเนเธอร์แลนด์ด้วยส่วนหนึ่งนั่นแหละ ซึ่งมันก็ไม่น่าจะเป็นนิสัยที่เป็น One size fits all อยู่แล้ว เหมือนที่ร้านขาหมูขายได้ไม่ทุกประเทศนั่นแหละ

โอ๊ย ทำไมมันมีเรื่องให้กังวลเยอะขนาดนี้ ไม่พร้อมโว้ยยยยยยยยยย

แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่บ่นแหละเนอะ ทุกคนก็คงมีปัญหาคล้ายๆ กันเป็นของตัวเองในช่วงเปลี่ยนผ่านแบบนี้เหมือนกัน อีกอย่าง Tutorial มันก็ย่อมง่ายกว่าด่านจริงอยู่แล้วนี่เนอะ

ยังไงก็แล้วแต่ วันนี้ ก็ถือเป็นวันสิ้นสุดชีวิตนักศึกษาอย่างเป็นทางการ
เป็นวันสิ้นสุดการใช้ชีวิตในเนเธอร์แลนด์อย่างเป็นทางการ
และก็เป็นหน้าสุดท้ายของไดอารี่ชีวิตบทแรกของผม Frozenize's Diary นี้เช่นกัน
(ซึ่งไดอารี่มึงขาดกลางไปครึ่งเล่มเลยนะ 5555 พูดแล้วก็รู้สึกผิดจริงๆ นะ เชื่อมั้ย เชื่อสิ เนอะ เชื่อเถอะ อื้มๆ)

หลังจากนี้คงไม่ได้นับวันอะไรแล้ว เพราะไม่รู้จะเอา Milestone ที่ไหนมานับ 5555 แต่ก็คงจะแวะเข้ามาโพสต์อะไรที่รู้สึกว่าอยากเล่าและบันทึกเก็บไว้ที่นี่แหละ

หวังว่าตอนนั้นชีวิตผมจะมีอะไรน่าสนใจมากพอจะเอามาเล่าให้ทุกคนอ่านกัน
หวังว่าตอนนั้นจะยังมีคนสนใจในเจ้าไดอารี่แหว่งๆ เล่มนี้อยู่
และหวังว่า ด่านหน้าของ "เกมชีวิต" เกมนี้จะไม่โหดร้ายกับเรานักเช่นกัน 😛

เขียนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่ก็ประกาศเรียก Boarding พอดี

แล้วเจอกันที่ไทยนะครับ

Frozenize

View posts by Frozenize
A random guy, doing random stuffs that he randomly feels passionate about.

Leave a Reply

Scroll to top